รับน้องขึ้นดอย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสไปรับน้องขึ้นดอยของ มช. ในโอกาสที่เป็นวันหยุดยาว ทำให้การติดสินใจ “ขึ้นเหนือ” รอบนี้ง่ายแทบไม่ต้องคิดเลย
การรับน้องขึ้นดอย โดยทั่วไปแล้วก็คือการ “พานักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง ขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ” และวิธีการที่จะไปถึงวัดพระธาตุได้ ก็ต้อง “เดิน” (หรือคณะไหนจะวิ่งก็แล้วแต่สมัครใจ — เอ๊ะหรือจิตวิทยาหมู่??) เอาเถอะ แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสไปมากกว่าการเดินขึ้นให้ถึงยอดดอยล่ะนะ ซึ่งแต่ละคณะก็มีวิธีบริหารจัดการ “คน” ต่างกันออกไป
บ้างก็เดินสบายๆ บ้างก็มีพี่วินัยมาคุมแถว บ้างก็มีสตาฟฟ์วิ่งมาคุมแถว ตะโกนสั่งการให้ขึ้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่เหลือก็เป็นรุ่นพี่ทั้งที่เรียนอยู่หรือจบไปแล้วกลับมาร่วมเดินด้วย แต่ก็ตามกำลังความสามารถ ใครไหวก็เดินขึ้นและลง บ้างก็เดินขึ้นอย่างเดียว บ้างก็นั่งรถขึ้นแล้วเดินลง! บ้างก็นั่งรถขึ้นทั้งขึ้นและลง!!??
งานเริ่มต้นในตอนเช้า ของวันเสาร์แรกของเดือนกรกฎาคมครับ(อาจจะเลื่อนได้แล้วแต่สถานการณ์พิเศษ) ซึ่งถูกกำหนดไว้อย่างนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่พิธีการและพิธีศาสนา ก็จะค่อยๆ ปล่อยขบวนนักศึกษาขึ้นไปตามลำดับ
ก่อนเดินรุ่นพี่คณะวิทยาศาสตร์ “มนต์วิดยา” ให้น้องก่อน
ทีมพยาบาล(ภาควิชาเคมี) พร้อม!!
สตาฟฟ์วิ่ง(สตาฟฟ์คุมแถวและความเรียบร้อย) พร้อม!!
ปี 1 พร้อม!!
ออกเดินทาง(ในภาพ ก็รุ่นพี่ภาควิชาเคมีอุตสาหกรรม)
ช่วงเดินผ่านหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ สังเกตว่าที่ยาวอ้อมไปด้านหลังก็คือคณะวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น (แถวยาวมากๆ)
ชาวคณะที่ไปด้วยกัน
ช่วงสามกิโลเมตรแรกนี่เหนื่อยสุดๆ เลยครับ นึกว่าจะเดินไม่ถึงยอดด้วยซ้ำ ในกลุ่มเริ่มคุ้ยกันแล้วว่าโบกรถไปขับรถยนต์ขึ้นมาดีไหม แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ถอยหลังกันอยู่ดี พอผ่านจุดแจงน้ำที่วังบัวบานของสหกรณ์ มช. ก็ค่อยใจชื้นขึ้น จุดพักและแจกน้ำ ดูเหมือนจะมากกว่าเมื่อหลายปีก่อนมาก แถมสปอนเซอร์ยังมากขึ้นอีกต่างหาก
ตั้งแต่

โบตันมินท์บอล กับแท่งน้ำแข็ง
ที่หน้าสำนักงานไฟป่าดอยสุเทพก็มี….
โค้ก แจกฟรีๆ เลยงานนี้
พี่ๆ เจ้าหน้าที่ และรถพยาบาลที่เตรียมพร้อมเสมอ แต่ก็หวังว่าคงไม่มีใครเป็นอะไรมาก
ผ่านช่วงนี้ไปเริ่มกำลังใจมาแล้วครับเพราะมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว น้ำท่าก็บริบูรณ์ดี เรียกเหงื่อที่เสียไปคืนได้เยอะ เรียกว่าถ้าอดทนเดินผ่านมาถึงจุดนี้ได้ ก็ไม่มีท้อแล้วล่ะ
แวะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่
ที่จุดชมวิว จะมีซุ้มแจกเครื่องดิ่มของซอยเปปไทด์
ไม่รู้ว่ามีใครกินหมดขวดบ้างหรือเปล่า แต่นี่คือขวดทีวางไว้ข้างทาง (สุสานซอยเปปไทด์ชัดๆ) งานนี้นักธุรกิจเก็บขวดพลาสติค-ขวดแก้วไปขายที่ร้านรับซื้อ Recycle หวานเลยล่ะครับ เงินทั้งนั้น
จริงๆ ก็มีพวกถุงดำเตรียมไว้รองรับขยะนะ แต่บางทีก็ติดตั้งกระจุกกันเกินไปเหมือนกัน ทำให้บางที่เต็มไปด้วยขยะ บางที่ถุงขยะก็แทบจะว่างเปล่า
ถึงหอดูดาวสิรินธรแล้ว อีก 3 กิโลเมตร ก็ถึงยอดดอยแล้ว
ช่วงขาขึ้นรถติดเป็นตังเมเลยทีเดียว
นี่แหละโค้งสุดท้าย โค้งหักศอกสุดแสนจะลาดชันก่อนถึงวัดพระธาตุล่ะ
ที่โค้งนี้(โค้งขุนกันชนะนนท์) เป็นประเพณีที่ว่า ไม่ว่าก่อนหน้านี้คณะไหนจะเดินจะวิ่งหรือจะค่อยๆย่าง(หมายถึงค่อยๆย่างเท้าอย่างช้าๆ)ขึ้นมา เมื่อมาถึงโค้งนี้จะวิ่งขึ้นเป็นส่งท้าย บ้างก็เรียกว่าเป็นโค้ง Spirit แต่มักเรียกด้วยการประชดว่าโค้ง Stupid (-_-!) ซะงั้น

สภาพหักศอกของโค้งขุนกันฯ และการวิ่งแสดงสปิริตของคณะศึกษาศาสตร์ครับ
แต่จะเป็นโค้งอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายเราก็วิ่งขึ้นกันทั้งนั้น อะเหอๆ ถ้าทางที่ผ่านมาหมายถึงการเรียนคอร์สเวิร์ก โค้งนี้ก็คงหมายถึงวิทยานิพนธ์ โปรเจค หรืองานที่ทำให้เรียนจบล่ะนะ ต้องออกแรงกันมากหน่อย (^_^)>
บรรยากาศการวิ่งของน้องปี 1 คณะวิทยาศาสตร์
น่าเสียดายที่ปีนี้ไม่มีการแสดงที่ลานจอดรถ พอน้องวิ่งขึ้นเสร็จเราก็โบกรถสองแถวกลับลงมา (หมดแรงแล่ว -_-) สังเกตว่าปีนี้สปอนเซอร์ ของแจกมากขึ้น ขยะก็มากขึ้น การบริหารจัดการขยะจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสโมสรนักศึกษา/มหาวิทยาลัยมากๆ
ความเห็นล่าสุด