From my multiply site :  http://watcharawuth.multiply.com

  
คงจะมีแน่เมืองใหญ่แบบนี้แหละมั้ง   ที่เราสามารถมองท้องฟ้าด้วยภาพสะท้อนจากผนังตึก(ที่เป็นกระจก)  ตอนที่ถ่ายรูปนี้ออกมา มีความรู้สึกเหมือน "โลกในจิต" ของ คุโรซากิ อิจิโกะ พระเอกเรื่อง Bleach  เป็นโลกเอียงๆ กระเท่เร่ กลับหัวหลับหาง มีตึกวางนอนๆ พิลึกๆ แบบนี้นี่แหละ

 

หนีความวุ่นวายจาก ฮิห้า มาอยู่ multiply นี่ก็ดีนะ  upload รูปง่ายดี  

ผ่านไปเดือนกว่าๆ Referee ก็ให้ความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยที่จะตีพิมพในวารสารมาแล้ว   ค่อนข้างดีทีเดียว เขาชมมาด้วยนิดหนึ่ง แล้วก็มีจุดที่อยากให้แก้ไข เพิ่มเติม ตอนนี้ก็ต้องทำการแก้ไขแล้วก็เตรียมตอบ  Referee  

ส่วนวิทยานิพนธ์ บทที่หนึ่ง Introduction  เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แค่ Introduction เราก็ซัดไปแล้ว 21 หน้า 0_o  แล้วทฤษฎี  กับพวกผลการทดลอง จะกี่หน้าดีเนี่ย   เล่มวิทยานิพนธ์หนาเตอะแน่ๆ งานข้าพเจ้า  >_< อ้าก……. 

รับน้องขึ้นดอย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสไปรับน้องขึ้นดอยของ มช. ในโอกาสที่เป็นวันหยุดยาว ทำให้การติดสินใจ “ขึ้นเหนือ” รอบนี้ง่ายแทบไม่ต้องคิดเลย

การรับน้องขึ้นดอย โดยทั่วไปแล้วก็คือการ “พานักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง ขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ” และวิธีการที่จะไปถึงวัดพระธาตุได้ ก็ต้อง “เดิน” (หรือคณะไหนจะวิ่งก็แล้วแต่สมัครใจ — เอ๊ะหรือจิตวิทยาหมู่??)  เอาเถอะ แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสไปมากกว่าการเดินขึ้นให้ถึงยอดดอยล่ะนะ   ซึ่งแต่ละคณะก็มีวิธีบริหารจัดการ “คน” ต่างกันออกไป  

บ้างก็เดินสบายๆ  บ้างก็มีพี่วินัยมาคุมแถว บ้างก็มีสตาฟฟ์วิ่งมาคุมแถว ตะโกนสั่งการให้ขึ้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ที่เหลือก็เป็นรุ่นพี่ทั้งที่เรียนอยู่หรือจบไปแล้วกลับมาร่วมเดินด้วย แต่ก็ตามกำลังความสามารถ  ใครไหวก็เดินขึ้นและลง  บ้างก็เดินขึ้นอย่างเดียว   บ้างก็นั่งรถขึ้นแล้วเดินลง! บ้างก็นั่งรถขึ้นทั้งขึ้นและลง!!??

 

งานเริ่มต้นในตอนเช้า ของวันเสาร์แรกของเดือนกรกฎาคมครับ(อาจจะเลื่อนได้แล้วแต่สถานการณ์พิเศษ) ซึ่งถูกกำหนดไว้อย่างนี้มาหลายปีแล้ว  ตั้งแต่พิธีการและพิธีศาสนา ก็จะค่อยๆ ปล่อยขบวนนักศึกษาขึ้นไปตามลำดับ

 

IMG_0587

ก่อนเดินรุ่นพี่คณะวิทยาศาสตร์ “มนต์วิดยา” ให้น้องก่อน

 

IMG_0597

ทีมพยาบาล(ภาควิชาเคมี) พร้อม!!

 

IMG_0594

สตาฟฟ์วิ่ง(สตาฟฟ์คุมแถวและความเรียบร้อย) พร้อม!!

 

IMG_0616

ปี 1 พร้อม!!

 

IMG_0623

ออกเดินทาง(ในภาพ ก็รุ่นพี่ภาควิชาเคมีอุตสาหกรรม)

 

IMG_0633

ช่วงเดินผ่านหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ สังเกตว่าที่ยาวอ้อมไปด้านหลังก็คือคณะวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น (แถวยาวมากๆ)

 

IMG_0658

ชาวคณะที่ไปด้วยกัน

 

ช่วงสามกิโลเมตรแรกนี่เหนื่อยสุดๆ เลยครับ นึกว่าจะเดินไม่ถึงยอดด้วยซ้ำ ในกลุ่มเริ่มคุ้ยกันแล้วว่าโบกรถไปขับรถยนต์ขึ้นมาดีไหม แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ถอยหลังกันอยู่ดี    พอผ่านจุดแจงน้ำที่วังบัวบานของสหกรณ์ มช. ก็ค่อยใจชื้นขึ้น  จุดพักและแจกน้ำ ดูเหมือนจะมากกว่าเมื่อหลายปีก่อนมาก แถมสปอนเซอร์ยังมากขึ้นอีกต่างหาก

ตั้งแต่

IMG_0666

โบตันมินท์บอล กับแท่งน้ำแข็ง

 

ที่หน้าสำนักงานไฟป่าดอยสุเทพก็มี….

  IMG_0678

โค้ก แจกฟรีๆ เลยงานนี้

 

IMG_0680

พี่ๆ เจ้าหน้าที่ และรถพยาบาลที่เตรียมพร้อมเสมอ แต่ก็หวังว่าคงไม่มีใครเป็นอะไรมาก

 

ผ่านช่วงนี้ไปเริ่มกำลังใจมาแล้วครับเพราะมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว น้ำท่าก็บริบูรณ์ดี เรียกเหงื่อที่เสียไปคืนได้เยอะ   เรียกว่าถ้าอดทนเดินผ่านมาถึงจุดนี้ได้  ก็ไม่มีท้อแล้วล่ะ

 

IMG_0682

แวะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่

 

IMG_0687 IMG_0686

ที่จุดชมวิว จะมีซุ้มแจกเครื่องดิ่มของซอยเปปไทด์

 

IMG_0690

ไม่รู้ว่ามีใครกินหมดขวดบ้างหรือเปล่า แต่นี่คือขวดทีวางไว้ข้างทาง (สุสานซอยเปปไทด์ชัดๆ)  งานนี้นักธุรกิจเก็บขวดพลาสติค-ขวดแก้วไปขายที่ร้านรับซื้อ Recycle  หวานเลยล่ะครับ เงินทั้งนั้น

 

IMG_0673

จริงๆ ก็มีพวกถุงดำเตรียมไว้รองรับขยะนะ  แต่บางทีก็ติดตั้งกระจุกกันเกินไปเหมือนกัน  ทำให้บางที่เต็มไปด้วยขยะ บางที่ถุงขยะก็แทบจะว่างเปล่า

 

IMG_0697

ถึงหอดูดาวสิรินธรแล้ว  อีก 3 กิโลเมตร ก็ถึงยอดดอยแล้ว

IMG_0722

ช่วงขาขึ้นรถติดเป็นตังเมเลยทีเดียว

 

IMG_0742

นี่แหละโค้งสุดท้าย โค้งหักศอกสุดแสนจะลาดชันก่อนถึงวัดพระธาตุล่ะ

 

ที่โค้งนี้(โค้งขุนกันชนะนนท์) เป็นประเพณีที่ว่า  ไม่ว่าก่อนหน้านี้คณะไหนจะเดินจะวิ่งหรือจะค่อยๆย่าง(หมายถึงค่อยๆย่างเท้าอย่างช้าๆ)ขึ้นมา  เมื่อมาถึงโค้งนี้จะวิ่งขึ้นเป็นส่งท้าย บ้างก็เรียกว่าเป็นโค้ง Spirit แต่มักเรียกด้วยการประชดว่าโค้ง Stupid   (-_-!) ซะงั้น 

IMG_0752IMG_0759  

สภาพหักศอกของโค้งขุนกันฯ และการวิ่งแสดงสปิริตของคณะศึกษาศาสตร์ครับ

 

แต่จะเป็นโค้งอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายเราก็วิ่งขึ้นกันทั้งนั้น  อะเหอๆ  ถ้าทางที่ผ่านมาหมายถึงการเรียนคอร์สเวิร์ก  โค้งนี้ก็คงหมายถึงวิทยานิพนธ์ โปรเจค หรืองานที่ทำให้เรียนจบล่ะนะ ต้องออกแรงกันมากหน่อย (^_^)>

IMG_0894  IMG_0882 IMG_0883 IMG_0884

บรรยากาศการวิ่งของน้องปี 1 คณะวิทยาศาสตร์

น่าเสียดายที่ปีนี้ไม่มีการแสดงที่ลานจอดรถ  พอน้องวิ่งขึ้นเสร็จเราก็โบกรถสองแถวกลับลงมา (หมดแรงแล่ว  -_-)    สังเกตว่าปีนี้สปอนเซอร์ ของแจกมากขึ้น  ขยะก็มากขึ้น การบริหารจัดการขยะจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสโมสรนักศึกษา/มหาวิทยาลัยมากๆ

 

 

2009_06_11multiply

หลังจากที่ไม่ได้อัพเดทบล๊อกมานานเกือบสองเดือน

ด้วยความวุ่นวายของการเขียน paper ที่จะนำไปตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศเพื่อเป็นผลงานเสนอจบปริญญาเอก  รวมทั้งการเขียนวิทยานิพนธ์ (ตอนนี้บทแรกยังอยู่ระหว่างการตรวจแก้อยู่เลย T_T  เหลืออีกตั้ง 6 บท) ทำให้ไม่มีเวลาเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก

เมื่อวานนี้เห็นทีได้ฤกษ์ไปซื้อกล้อง Canon EOS 450D มา เป็นกล้อง Single Lens Deflect ตัวแรกในชีวิต  แทน Olympus C730uz ที่ใช้มานานเกือบ 6 ปี  หลังจากที่เล็งกล้อง DSLR แบบนี้มานาน 2 ปี  XD (แหมเล็งนานจริงๆ)  สะสมเงินเก็บจนได้มากกว่าราคาของประมาณห้าเท่าจึงค่อยไปซื้อมาใช้    การกำหนดกติกาการซื้อของให้ตัวเองแบบนี้ทำให้เราไม่ใช่คนที่กะจะซื้ออะไรก็ซื้อเลยจนหมดไม่มีเงินเก็บไม่มีเงินสำรอง  ถ้าทำแบบนี้ก็จะมีเงินเก็บเหลือไว้กันเหนียวอีก 80% เลยทีเดียว (ไม่อดตายแน่นอน)

เหตุที่เลือกใช้กล้องแบบนี้ก็เพราะว่าประทับ ใจการปรับแต่งค่าของกล้อง (เช่น White Balance, F, Shutter Speed, Aperture ฯลฯ  ที่ง่ายมากๆ  ไม่ต้องมานั่งกดเปลี่ยนเมนูซับซ้อนเหมือนในกล้องคอมแพค  แถมมีช่วงเลนส์(แพงๆ T_T)  ให้เลือกใช้ตามความต้องการของเรา

เช้านี้ก็เลยลองซักเปรี้ยงหลายเปรี้ยง  แล้วคัดภาพที่ค่อนข้างชอบที่สุดมา
เป็น ภาพกรุงเทพฯ เมื่อเช้านี้  ถ่ายด้วยเลนส์ Kit Canon 18-55mm  F/10  ISO-800  เปิดหน้ากล้อง 1/512 วินาที  ระยะโฟกัส 18 mm  วัดแสงแบบ Pattern เมฆกระจายตัวเต็มฟ้าเลย  ที่ชอบคือตัวเมฆที่อยู่บริเวณกลางภาพเห็นแล้วนึกถึง "นก" กำลังกางปีกบินเหนือป่าคอนกรีตไปทางตะวันออกละมั้งนะ? แสงทึมๆ แบบนี้มันดู “เหงา” ดี  เพิ่มเติมตัวอักษรด้วย photoscape 3.3

ชอบถ่ายภาพเก็บบรรยากาศน่ะ ไม่ใช่พวกนิยมพลัง Zoom
แล้วก็อยากถ่ายภาพกลุ่มดาว
ดังนั้นสิ่งที่ต้องการเพิ่มคือ
Polarize Filter
Len Wide  1 
Len หากินทั่วไป Canon 17-85mm IS อีกสักชุด
Remote Control สำหรับสั่งถ่ายภาพระยะไกล
ส่วนตอนนี้ไปลุยเขียนวิทยานิพนธ์ต่อดีกว่า

ปล. รับน้องขึ้นดอยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสาร์ที่ 4 กรกฎาคมนี้  จะกลับไปเก็บบรรยากาศมาฝากเน้อ

ในทีุ่สุดก็ได้วิธีเขียน blog ใหม่แล้ว ได้ทั้งของสำรอง(http://watcharawuth.wordpress.com) และของจริง(http://stardustblog.exteen.com)   เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาคิดอะไรออกก็เขียนเลย พอเขียนไปสักพักก็ตัน ไปทำอย่างอื่นแล้วมาเขียนใหม่

ดังนั้นการจะ loginเข้า exteen บ่อยๆ ก็ไม่ค่อยสะดวก มีแต่ต้องเขียนในคอมพิวเตอร์ก่อนแล้วค่อยลอกเนื้อหามาวาง ทีนี้ก็จะเป็นปัญหาในการใส่รูปประกอบอีก  เมื่อลองใช้ windows live writer ก็ประสบปัญหาว่าทำให้ live writer  เชื่อมกับ exteen ไม่ได้     อย่ากระนั้นเลยก็เลยต้องทำการเชื่อมต่อกับ wordpress.com  แทน โดยการเขียนบลอกลงใน live writer แล้ว publish ขึ้น wordpress เพื่อ preview และแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนที่จะคัดลอก html code ในบลอกที่เราต้องการมาใส่ใน exteen ทีนีรูปภาพประกอบที่ Upload ขึ้นมาจากเครื่องก็จะไปอยู่ที่  wordpress แทนด้วยล่ะ แท่นแท้น

ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปเสนอผลงานวิจัยทั้งในต่างจังหวัดอย่างการประชุม Siam Physics Congress 2009(SPC2009)  ที่ชะอำ เพชรบุรี   และการประชุม  13th ANnual Symposion on Computaional Science and Engineering (ANSCSE13th) ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่าไปแล้วตอนประชุมที่ วทท34 ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เมื่อราวปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้วด้วย

หลายๆ คนคงอาจจะเคยได้ยินว่า ในแวดวงนักวิชาการนอกจากการทำวิจัย เขียนรายงาน ตีพิมพ์ผลงานการวิจัยแล้ว ยังมีอีกงานหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “การไปเสนอผลงานวิจัย” ในการประชุมต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ  แล้วสงสัยกันไหมว่า เขาไปทำอะไรกันบ้าง? และเกิดผลประโยชน์อันใดงอกงามขึ้นมา?

  1. เป็นหมุดหมายกำหนดเร่งงาน อันนี้เป็นความคิดของรุ่นน้องในแลบนะครับ  เพราะเขาบอกว่าช่วงเวลาใกล้ๆ งานประชุมเสนองานเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเร่งทำงานที่คาดว่าจะนำไปเสนอให้เสร็จ หรือตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อย  พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มีเส้นตายก็จะทำงานเฉื่อยๆ กัน ถ้ามีงานพวกนี้มาเร่งรัดมากระตุ้น งานก็จะก้าวหน้า   DEADLINE!!!!!
  2. เมื่อลงทะเบียนเสร็จส่วนใหญ่ได้หนังสือบทคัดย่อของงานวิจัยที่ได้รับการนำเสนอในการประชุมแต่ละครั้ง ทั้งแบบเสนอแบบโปสเตอร์และแบบนำเสนอในที่ประชุมย่อย เอกสารกำหนดการ โบรชัวร์ข่าวสารการประชุมอื่นๆ  หนังสือเชิญเข้าร่วมสัมมนาพิเศษ   Workshop บัตรประจำตัว ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้คือ กระเป๋าเก็บเอกสารซึ่งสมัยนี้เป็นถุงผ้าลดโลกร้อน (ตามสมัยนิยม)

    P3180030P3260025PA310004PA310001PA310002

    ทางซ้ายคือเอกสารและของที่ได้จากงาน SPC2009, ANSCSE13th  และสามภาพล่างคือของของแถมจากงาน STT34 เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว

  3. ฟังบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแขกรับเชิญในการบรรยายพิเศษในพิธีเปิด โดยทั่วไปหัวข้อที่พูดจะเป็นหัวข้อที่เป็นปัจจุบัน ทันสมัย และเป็นเนื้อหาแบบทั่วๆ ไป ไม่ลงลึกในระดับวิชาที่ศึกษาลงลึกมาก   หรือเป็นความรู้ใหม่ๆ เช่นในงาน SPC2009 แขกรับเชิญพูดถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาโรคร้อน  ส่วนในงาน ANSCE13 ที่ ม.เกษตร แขกรับเชิญจากญี่ปุ่นท่านหนึ่งพูดถึงการเขียนโปรแกรมควบคุมให้ Graphic Processor Unit หรือหน่วยประมวลผลภาพของคอมพิวเตอร์ มาคำนวณผลแทน  ซึ่งแต่ก่อนเราใช้เฉพาะ CPU ในการคำนวณเชิงตัวเลขหรือการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์  แต่คราวนี้หากใช้ GPU จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า CPU เป็นอย่างมาก ก็นับว่าเป็นที่สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากครับ
    P3250009
    บรรยากาศพิธีเปิด ANSCSE13th และการบรรยายพิเศษ
  4. ฟังการเสนอผลงานจากนักวิจัยคนอื่นๆ และที่ขาดไม่ได้คือการเสนอผลงานแต่ละหมวดความรู้ย่อยครับ เรียกว่า Session ถ้าเป็นประชุมของฟิสิกส์จะมีแยกเป็น Material Physics, Computational Physics, Astrophysics,  Electronics,  ฯลฯ   หรือถ้าเป็นงานประชุมเชิงวิทย์คำนวณด้วยคอมพิวเตอร์อย่าง ANSCSE ก็จะเป็น  Computational Chemistry,  Computational Physics,  Engineering, Computing Network  เป็นต้น   การฟังการนำเสนองานของคนอื่นๆ มีข้อดีที่เป็นการ “ปรับปรุงความรู้ของเราให้ทันสมัยยิ่งขึ้น” ดีกว่าการฟังเฉพาะคนในกลุ่มตัวเอง ฟังเสร็จก็หาเรื่องกลับ ไม่อยู่ฟังคนอื่นต่อจนจบ Session (แบบนี้ไม่ดีนะ)
  5. เกิดแนวคิดใหม่และสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย จากข้อ 3 และ  4 จะเห็นว่าสิ่งที่เราฟังมา หากเป็นแนวคิดใหม่ๆ จะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของเราทั้งในแง่
    • เครื่องมือ เช่น บางสัมมนาเป็นการนำเสนอผลการสร้างเครื่องมือใหม่ราคาประหยัดและให้ผลดีเทียบได้กับของที่ต้องสั่งซื้อจากเมืองนอกที่มีราคาสูง   ซึ่งเราสามารถไปขอใช้เครื่องมือไทยทำคุณภาพดีนั้นได้ เป็นการส่งเสริมงานระหว่างกัน เราปก็ประหยัดเงิน  ทางนู้นก็สามารถใช้เราช่วยพัฒนาปรับปรุงคุณภาพผลงานได้
    • บางงานเป็นการเสนอเทคนิคใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพกว่าเดิม เช่นการใช้  GPU มาคำนวณในงานวิทยาศาสตร์แทนที่จะปล่อยให้ GPU ทำงานบันเทิงอย่างเดียว(เล่นเกม ดูหนัง)  ที่สำคัญทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่า(ปล. เกี่ยวกับประเด็น GPU นี้ผมคงไม่กล้าใช้กับ notebook ตัวเองแน่ๆ เป็นอะไรขึ้นมาแล้วแก้ไขยาก ไปลองใช้กับ Desktop ดีกว่า)
    • ส่งเสริมความร่วมมือ นอกจากนี้หากพบกับนักวิจัยที่มีแนวคิดคล้ายๆ กับงานของเรา หรือสามารถเสริมส่งกันและกันได้ หลังจากการประชุมเราสามารถติดต่อประสาน คุยกันเพื่อร่วมมือกันทำงานครับ  จงลืมภาพนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่คนเดียวไม่สุงสิงเสวนากับสังคม หรือมีนิสัยสุดโต่ง แบบในหนังโบราณหรือละครที่ไม่สมจริงไปเสีย นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องมีสังคม มีมนุษยสัมพันธ์ ต้องอธิบายเหตุและผลของตนเองได้อย่างชัดเจน
      image
      จริงๆ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้หลุดโลกขนาดนี้นะครับsource:http://commons.wikimedia.org/wiki/
      File:Mad_scientist_transparent_background.svg
    • P3260037
      เพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คัดหน้าตาดีๆ มาเรียนครับ โดยเฉพาะฟิสิกส์หน้าตาดีทุกคน (ใครรู้ตัวว่าเรียนฟิสิกส์มาช่วยยืนยันหน่อย)  รูปหมู่ชาวแลบเราที่งาน ANSCSE13th
  6. เป็นเวทีฝึกนำเสนอ สำหรับนักศึกษาไม่ว่า ป.ตรี โท เอก  ไม่ว่าคุณจะมุ่งหวังทำงานด้านวิชาการอุตสาหกรรม หรือแวดวงธุรกิจ ก็ตาม การนำเสนอผลงานถือเป็นการฝึกความมั่นใจ ฝึกถ่ายทอดความรู้ อย่างมีหลักการและเหตุผล  มีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคนแน่นอน

    P3250046P3200035

    สไลด์ ANSCSE13 และ SPC2009 ตามลำดับ

  7. เข้าร่วม Workshop หรือการประชุมกลุ่มย่อย บางครั้งนอกจากการเสนอผลงานแล้ว ยังมีการอบรมพิเศษในความรู้ใหม่ๆ   และการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแสวงหาความร่วมมือในด้านวิชาการหรือจัดประชุมวิชาการในระดับสาขาเฉพาะในโอกาสต่อไป
  8. พบปะกับอาจารย์ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน ทั้งจาก ม.เชียงใหม่, ม.นเรศวร, ม.อุบลฯ   จุฬาฯ และ ม.ขอนแก่น ดีใจมากๆ
  9. และท้ายที่สุดคือ หาเรื่องพักผ่อนหาเรื่องเที่ยว เว้นจากเรื่องวิชาการและงานหนักหัว มาทั้งปีแล้ว ถ้าไปประชุมต่างจังหวัดหรือใกล้ๆแหล่งท่องเที่ยวละก็นะ  พอหมดประชุมก็หาเรื่องอยู่ต่อ หาที่เที่ยว ชาร์จแบตให้ตัวเองได้เลย    (เน้นนะครับว่า หมดงานหมดการก่อนแล้วคอยเที่ยว ไม่ใช่ว่าตั้งงบมาโครงการไปดูงานอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริงก็เที่ยวกันมากกว่าดูงานเสียอีก

จบงานละ ไปเที่ยวเล่นกัน…  เอารูปมาฝากนิดหน่อย

P3190080เรือกล้วย

P3180025อาหารทะเล

P3190077เก็บหอยเก็บปูมาเล่น(มือเพื่อนโจ้ จาก FNRF มช)

P3190075บ้างก็นอนกินลมชมทะเล(แลบเดียวกันก็เผากันเองนี่แหละ)

P3190088 ฟุตบอลชายหาด

อู้มาเขียนบลอก ขออนุญาตไปเตรียมงานสำหรับเขียน Paper ต่อ

วันนี้ก็จบเท่านี้ สัปดาห์หน้าก็หยุดยาวอีกแล้ว

กลับบ้านๆๆๆๆๆๆ

ปล.รูปส่วนใหญ่อยู่ใน multiply นู่น คัดมาหมดก็ไม่ไหวเยอะเกิน

ปล.สำหรับคนที่สนใจ การคำนวณด้วย GPU มาเริ่มต้นที่นี่เลย ก็ได้ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/GPGPU

ขุดมาจาก livespace ครับ เวลาย้ายบลอกทีนี่เหนื่อยนะเนี่ย
ความเดิมดูได้ที่ลิงค์นี้ครับ

โปรดระวัง Entry นี้รูปเยอะมาก โหลดโหด

โปรแกรมท่องเที่ยววอชิงตัน วันที่ 26 และ 27 ธันวาคม  2550 ถูกวางแผนขึ้นในคืนวันที่ 25 ตามกำหนดการเดิม เช้า 26 จะเดินไปที่ Washington Monument เพื่อขึ้นไปยังยอดบนสุด รวมทั้งเที่ยวบริเวณนั้น ไปจนถึง Lincoln memorial แล้วตอนบ่ายค่อยเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ตามความสนใจของแต่ละคน ทว่าหลังจากออกเดินทางแต่เช้า แวะกินแซนด์วิชและน้ำดื่มกันพออิ่ม แล้วเดินไปถ่ายรูปหน้า capitol ท่ามกลางอากาศขมุกขมัว ท่าทางพยากรณ์อากาศจะแม่นจริงว่าฝนจะตก แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าจะตกเร็วขนาดนี้ (คิดว่าจะตกตอนบ่าย แถมมีโอกาสตกแค่ 30%)

IMG_0305 PC260033 PC260011 PC260014

รูปหมู่ ณ หน้ารัฐสภาสหรัฐอมริกา สถานที่สาบานตนเป็นประธานธิบดีของ บารัค โอบามา

IMG_0362

Smithsonian Information Center

หลังจากแวะชม  Smithsonian Information Center ได้สักพัก ปรากฎว่าฝนก็ปรอยๆ ลงมา จึงต้องเปลี่ยนแผน ด้วยการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแทน โดยแยกย้ายกันไปแล้วแต่ความสนใจจากนั้น

SANY0070 SANY0056 SANY0058 SANY0060 SANY0061 SANY0062 SANY0065 SANY0047

เนื้อหาภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยา ชั้นแรกจัดนิทรรศการแสดงไปตามลำดับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ทั้งอาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์ แต่ดูเหมือนจะเน้นอาณาจักรสัตว์เป็นพิเศษ เพราะมีหลายห้องเหลือเกิน ใครที่เคยปวดหัวกับวิชาอนุกรมวิธาน ในระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ถ้ามาชมพิพิธภัณฑ์นี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนมากครับ เค้าไล่มาตั้งแต่สิ่งมีชีวิตอย่างง่ายตั้งแต่เซลล์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนแล้วมาจบที่ “มนุษย์”  ส่วนชั้นสองเป็นห้องแสดงแมลง อัญมณี อารยธรรมมนุษย์ ด้วย ข้ามฝั่งมาทางด้าน

ตอนเที่ยงเหล่ารหัส 42 ผู้เฒ่าฟิสิกส์ ทั้งหลายก็แยกตัวไป Air and Space Museum กันก่อน  ปล่อยให้พวกเด็กๆ ซึ่งเค้าชอบชีวฯ ดูต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าการฝ่าฝนออกมาคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่เราก็ไปยังฝ่าไป Air and Space Museum จนได้ แล้วก็ประทังหิวด้วยที่ร้านแมคโดนัลด์ รอ

IMG_0769 IMG_0701 IMG_0733 IMG_0735 IMG_0741 IMG_0745 IMG_0752 IMG_0759

Air and Space Museum เริ่มตั้งแต่ความฝันของมนุษย์ที่จะบิน ตั้งแต่ยุคโบราณ จักรกลช่วยบิน การพยายามเลียนแบบนก บอลลูน ไปจนถึงการประดิษฐ์เครื่องร่อน เครื่องบิน การพัฒนาปีกแบบต่างๆ การพัฒนาเครื่องยนต์ ตั้งแต่แบบลูกสูบ มาจนถึงเครื่องยนต์ไอพ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการถ่ายทอดความรู้กันมา เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องจักรที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งต้องอาศัยกำลังสมองอย่างสูง แน่นอนว่าทำไม ทรัพย์สินทางปัญญา ถึงเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนยิ่ง)  จากนั้นก็แยกเป็นการบินพลเรือน กับการบินเพื่อความมั่นคง  มีโชว์เครื่องบินรบรุ่นต่างๆ แต่ไม่มีให้เด็กขึ้นไปนั่งดูคอกพิทของ “เครื่องบินรบ” หรอกครับ เค้าให้เด็กดูแต่ห้องควบคุมของ “เครื่องบินพาณิชย์” เท่านั้น  (มีนัยสำคัญที่ไม่ต้องการปลูกฝังความรุนแรง และไม่อยากให้เด็กได้ใกล้ชิดอาวุธมาก)  แต่ก็ยังไม่วายมีห้องที่จำลองห้องบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ทั้งหน้าและท้ายเรือ ให้ได้เห็นการทำงานของทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ด้วย  พร้อมทั้งวีดีโอบรรยายสรรพคุณของหน่วยปฏิบัติการดังกล่าว ทั้งเทคโนโลยี ทีมงาน และการซ้อมรบ ดูแล้วรู้สึกว่าใครจะสู้ประเทศพี่ท่านได้เนี่ย(-_-)  จากนั้นก็เป็นการบินอวกาศ  โชว์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมยานบิน กระสวยอวกาศ จรวด ข้าวของเครื่องใช้ในยานอวกาศ เซลล์เชื้อเพลิง(รุ่นแรกที่ใหญ่มากๆ) ชุดอวกาศ และประวัติศาสตร์ด้านการบินอวกาศของสหรัฐฯ

PC260049

งานศิลปะ หน้า Air and Space Museum หลายคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าเสานี้หมายถึงอะไร บ้างก็เดาว่าเจ้าลูกกลมที่มีเข็มชี้ออกมาเหมือนดาวฤกษ์มั่ง แต่สำหรับคนเรียนดาราศาสตร์หรือฟิสิกส์ดาราศาสตร์มาอย่างข้าพเจ้า  มองว่ามันอาจจะใช้แทนหลุมดำ(black hole) หรือ protostar ที่มี จานสะสมมวล accretion disk (ดาวแฉก หกอันนั้นรวมกันแล้วเหมือนมาก) ส่วนเสาสีเงินก็คือ ลำอนุภาคหรือรังสีที่ถูกยิงออกมาจากขั้วแม่เหล็กที่เส้นสนามถูกบิดอันเนื่องมาจากการหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงของหลุมดำหรือ protostar  จนเส้นสนามแม่เหล็กบิดพันกันดูเหมือนเส้นเชืกเส้นเล็กๆที่พันรวมกันเป็นเส้นเชือกที่ใหญ่ แล้วกักอนุภาคพลังงานสูงที่ถูกยิงออกมาไว้ภายใน จนเห็นเป็นลำแสงออกมาจากขั้วทั้งสองเรียกว่า Bipolar Jet (-_-!) จินตนาการบรรเจิดมาก  แถมรูปเปรียบเทียบด้วย

PC260143 PC260125 PC260128 PC260129

IMG_0662 IMG_0635 IMG_0637 IMG_0660

ด้านพิพิธภัณฑ์ศิลปะก็ไม่ต่างกัน เค้าเริ่มจัดแสดงตั้งแต่งานศิลปะตะวันตกในยุคแรกๆ ไล่ไปยังอนาคตเรื่อยๆ ให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงงานศิปละร่วมสมัย ซึ่งอยู่อีกฝากของถนน

น่าทึ่งกับพิพิธภัณธ์ดีๆ แบบนี้เหลือเกิน ข้อสังเกตคือ พิพิธภัณฑ์ที่นี่เข้าฟรีครับ ไม่ต้องเสียค่าบำรุงอะไรเลย คาดว่ารายได้ที่นำมาบำรุงพิพิธภัณฑ์ก็คงมาจาก พวกของที่ระลึก อาหาร รวมทั้งภาษีที่เราจ่ายไปตลอดเวลาที่เราอยู่ในเมือง ทั้งค่าโรงแรม ค่าอาหาร สินค้าต่างๆ  ที่น่าประทับใจมากคือการรวมเอาพิพิธภัณฑที่หลากหลายไว้ในบริเวณใกล้เคียงกัน ทั้งด้านธรรมชาติวิทยา ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์  (มีอเมริกันอินเดียน, อเมริกันแอฟริกัน แยกให้ดู)  ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น อีกทั้งยังเอาไว้ใกล้กับศูนย์กลางการปกครอง อนุสรณ์สถานสำคัญตามประวัติศาสตร์ชาติ รวมทั้งบุคคลสำคัญด้วยทำให้บริเวณ Capitol Hill เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าสำคัญ นอกจากจะรับรู้สิ่งสำคัญของประเทศนี้แล้ว ยังใกล้แหล่งความรู้อีกต่างหาก

หลังจากได้ความรู้ อึ้ง ทึ่ง กับความรู้และซื้อของที่ระลึกกันแล้ว ก็ฝ่าฝน(พยากรณ์อากาศแม่นจริงๆ)  หลังจากนั้นก็ไปหาอาหารไทยกินกันที่ร้าน Thai Tanic ซึ่งก็พาหลงทางกับวนหาที่จอดกันนานพอควร แต่ก็คุ้มค่า ได้ลิ้มรสอาหารไทยที่ไม่ได้กินมานานเกือบเดือน  และต้องขอบคุณเจ้าของร้าน Thai Tanic, Washington DC  USA ที่แถมกล้วยทอดราดน้ำผึ้งมาเป็นของหวานปิดท้ายให้ เด็กน้อยผู้หิวโซทั้ง 7 ได้ลิ้มลอง  ขอบคุณครับไว้มีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมเยือนใหม่

IMG_0815 IMG_0798 IMG_0813IMG_0800 IMG_0806

ปล.   ยังๆ ยังไม่จบ อิ่มแล้วจะกลับไปนอนอืดที่พักก็ใช่ที่ โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆในชีวิต พวกเรายังพยายามไปต่อครับ  ต้นคริสต์มาสหน้า ทำเนียบขาวไง ฝนตกกลางฤดูหนาวแบบนี้ก็ยังสู้ครับ  แถมบังเอิญได้เจอกับคู่สามีภรรยาชาวไทย ที่มาอยู่ที่นี่นานแล้ว

IMG_0841 IMG_0844 IMG_0819IMG_0823